Header Ads

ทฤษฎีดาว Dow Theory l เทรดหุ้น เทรด Forex

ทฤษฎีดาว Dow Theory l เทรดหุ้น เทรด Forex

ทฤษฎีดาว (Dow Theory) คืออะไร

ทฤษฎีดาว หรือ Dow Theory คือ ทฤษฏีที่อธิบายรูปแบบและการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นที่จะแบ่งเป็นเป็นช่วงระยะโดยแต่ละระยะนั้นจะมี รูปแบบ และ พฤติกรรม ที่แตกต่างกันออกไป และ ยังถือว่าเป็นปรัชญาของตลาดหุ้น ที่สามารถอธิบายถึงพฤติกรรมของราคาหุ้นที่ซ้ำเดิม เหมือนเดิมกับเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา

ทฤษฎีดาว (Dow Theory) เกิดขึ้นได้อย่างไร

ทฤษฎีดาว หรือ Dow Theory ถูกคิดค้นขึ้นโดย Charles Henry Dow แต่เค้าไม่ได้เป็นผู้เขียนเป็นหนังสือขึ้นมาแต่ว่า Dow Theory นั้นเกิดขึ้นจากการ “รวบรวม” บทความจากหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal โดยได้สังเกตพฤติกรรมราคาและการเคลื่อนที่ของดัชนีดาวโจนส์ที่ได้นำมาทำเป็นกราฟว่ามันมีรูปแบบ (Price Pattern) ที่สามารถคาดคะเนได้

ซึ่งตามหลักของ ทฤษฎีดาว (Dow Theory) การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นนั้นจะเป็นผลมาจากปัจจัยทางด้านพื้นฐาน และ ทางด้านจิตวิทยา ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ 1)ช่วงขาขึ้น(ตลาดกระทิง – Bull Market) 2)ช่วงขาลง (ตลาดหมี – Bear Market)

ทฤษฎีดาว (Dow Theory) ในช่วงของตลาดต่างๆ
ทฤษฎีดาว (Dow Theory) ตลาดขาขึ้น
ช่วงที่ 1) ของตลาดขาขึ้น : Accumulation Stage – ระยะสะสมหุ้น

+ช่วงระยะแรกของตลาดขาขึ้นของ ทฤษฎีดาว (Dow Theory) นั้นจะไม่แตกต่างจากช่วงขาลง
+เพราะว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังมองว่าหุ้นน่าจะยังสามารถลงต่อไปได้อีก
+ทำให้ไม่มีใครที่เข้ามาลงทุนทำให้มูลค่าการซื้อขายแต่ละวันต่ำลงมาก
+ในช่วงระยะเวลานี้คนที่มีหุ้นอยู่แล้วก็จะไม่อยากขายเพราะอดทนกัดฟันถือมาเป็นระยะเวลานานแล้ว
และ คนที่ยังไม่มีหุ้นก็จะยังไม่อยากเข้ามาซื้อเพราะคิดว่าตลาดยังจะสามารถลงไปได้อีก
+นั้นเองจึงทำให้การซื้อขายในตลาดนั้นเบาบางลงมาก
+ประกอบกับ ข่าวหรือตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็น การเมือง สังคม เศรษฐกิจเอง ต่างก็ยังไม่ดีขึ้น และ ผลกำไรของบริษัทเองก็ยังไม่ได้ดีขึ้นแถมซ้ำยังขาดทุนอีก
+ซึ่งนั้นเองทำให้ผู้ที่เริ่มเข้ามาลงทุนนั้นคิดว่าคงไม่มีอะไรที่มัน “แย่” ไปกว่านี้อีกแล้วจึงเริ่มเข้าที่ลงทุน
+อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาเช่นนี้เป็นช่วงระยะเวลาที่นักลงทุนจะเข้ามาลงทุนอย่างฉลาดที่จะเริ่มสะสมหุ้นและเป็นช่วงที่ผู้ทีมีความอดทนและใจเย็นพอที่จะเห็นประโยชน์ของการเก็บหุ้นไว้จนกระทั่งราคาดีดกลับขึ้นไปเหนือราคาจุดสูงสุดก่อนหน้านี้ได้จะถือว่าเป็นสัญญาณบอกว่าอาจจะกำลังเริ่มแนวโน้มของขาขึ้น

ช่วงที่ 2) ของตลาดขาขึ้น Collective Stage (Participation) – ระยะการที่คนเริ่มกล้าเข้ามาลงทุน

+ระยะเวลานี้ผู้คนเริ่มเข้ามาลงทุนเนื่องจาก เริ่มปรากฎข่าวดี เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว
+ราคาของหุ้นเริ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน
+รายได้ และ กำไรของบริษัทมากขึ้นทำให้นักลงทุนเริ่มมั่นใจ
+ช่วงนี้จึงถือว่าเป็นข่วงที่สามารถทำกำไรได้ง่ายที่สุด เพราะมีผู้เข้ามาลงทุนตามแนวโน้มของตลาดมากขึ้น
+ช่วงระยะเวลานี้จะกินเวลานานที่สุดของช่วงระยะเวลาของขาขึ้น

ช่วงที่ 3) ของตลาดขาขึ้น Boom Stage (Excess) – ระยะบูม มูลค่าหุ้นเกินราคา

+ในระยะที่สามนี้ส่วนมากจะเป็นการ “เก็งกำไร” มากกว่าการ “ลงทุน”
+เนื่องจากราคาของหุ้นนั้นได้เกินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นไปแล้ว
+ราคาหุ้นในช่วงนี้จะดีดตัวขึ้นสูงติดต่อกันหลายวัน หรือ อาจจะเป็นเดือน
+เริ่มมีข่าวดี และ ข่าวลือในทางที่ดีมามากมายทำให้นักลงทุนยิ่งมั่นใจในการลงทุนขึ้นอีก
+สุดท้ายคนจะเข้ามาเก็งกำไรมากทำให้หุ้นนั้นราคาสูงจนเกินไป
+ช่วงระยะเวลานี้ นักลงทุนรายใหญ่ จะเป็นช่วงเวลาของการปล่อยหุ้น เพราะเนื่องจากราคาหุ้นนั้นเกินไปมาก

ทฤษฎีดาว (Dow Theory) ตลาดขาลง
ช่วงที่ 1) ของตลาดขาลง Distribution Stage – ระยะการระบายหุ้น

+ในช่วงแรกของตลาดขาลงนี้ราคาหุ้นมักจะดีดตัวขึ้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
+นักลงทุนรายใหญ่ ที่ถือหุ้นมาตั้งแต่ก่อนระยะบูมเริ่มที่จะปล่อยหุ้นออกมาขายเนื่องจากราคาของหุ้นนั้นได้เกินมูลค่าตามพื้นฐานไปเรียบร้อย
+และในตัวของกิจการเองก็ไม่ได้ปรับตัวดีมากขึ้นตามความหวังของนักลงทุน
+แต่นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ยังคิดว่าตลาดยังคงเป็นขาขึ้นอยู่
+นั้นเองเมื่อนักลงทุนรายใหญ่นำหุ้นออกมาขาย ทำให้ตลาดเกิดการพักตัว รายย่อยก็จะรีบเข้ามาซื้อเพราะคิดว่าได้หุ้นในราคาที่ถูกทำให้ราคากลับขึ้นไปเหมือนเดิม
+แต่ว่าการกลับขึ้นมาของราคาหุ้นนั้นจะยังคงต่ำกว่า High เดิมที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้
+หากราคายังสามารถทะลุผ่านจุดต่ำสุดเดิมก่อนหน้าได้นั้นจะย้ำว่าเราได้สิ้นสุดของขาขึ้นเป็นขาลงเรียบร้อย

ช่วงที่ 2) ของตลาดขาลง Panic Stage – ระยะตกใจ และการเทขายหุ้นครั้งใหญ่

+เช่นเดียวกับระยะที่สองของขาขึ้นเป็นช่วงเวลาที่ราคาของหุ้นนั้นลดลงอย่างรวดเร็ว
+ตัวเลขของธุรกิจเริ่มแย่ลงเรื่อยๆอย่างมีนัยยะ
+กำไรของกิจการอาจจะลดลง หรือ ถึงขั้นขาดทุน
+ยิ่งตอกย้ำให้เริ่มมีแรงขายที่เพิ่มมากขึ้น
+ประกอบกับข่าวลือในทางที่ไม่ดีออกมาเรื่อยๆยิ่งทำให้ราคาหุ้นลงไปมากกว่าเดิม
+การเด้งขึ้นของราคาหุ้นช่วงนี้จะเป็นเพียงแค่การพักตัวเท่านั้น
+จุดต่ำสุดใหม่จะต่ำกว่าจะต่ำสุดเดิมเรื่อยๆ

ช่วงที่ 3) ของตลาดขาลง Consolidation Stage – ระยะสิ้นหลัง และ การรวบรวมกำลัง

+ระยะเวลาช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ราคาของหุ้นนั้นลดลงอย่างต่ำเนื่อง
+การขาดเดาการกลับตัวของช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นไปได้ยากมาก
+ตัวเลขของกิจการเองก็ไม่ได้ดีขึ้น เศรธฐกิจ และ สังคมเองก็เช่นกัน
+นักลงทุนเริ่มที่จะไม่สนใจในการลงทุนอีกครั้ง
+และจะเริ่มเข้าสู่ระยะของ ช่วงขาขึ้นที่ 1
+แต่ว่าน้อยคนนักที่จะมองช่วงระยะนี้ได้

ขับเคลื่อนโดย Blogger.